วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555

กรณีศึกษา Six sigma

 กรณีศึกษาที่ได้นำระบบการจัดการคุณภาพ
6   sigma    มาใช้จนประสบความสำเร็จ
                                                         
วิถีแห่ง โตโยต้า และระบบการผลิตแบบ โตโยต้า (วิธีการผลิตตามแบบของ Toyota) นั้น เปรียบเสมือนเป็นขดเกลียวคู่พันธุกรรมหรือ DNAของ Toyota กล่าวคือ มีการกำหนดรูปแบบในการจัดการและสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของบริษัท ในหนังสือเล่มนี้ Liker หวังจะอธิบายและแสดงให้เห็นถึงวิธีการที่รูปแบบแห่งความสำเร็จของ Toyota สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในองค์กรใด ๆ เพื่อปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจ จากการขาย สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด ลอจิสติกส์ และการจัดการ เพื่อสนับสนุนให้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้น Liker ได้นำเสนอตัวอย่างจำนวนมากเกี่ยวกับสิ่งที่ Toyota ได้ดำเนินการเพื่อรักษาระดับความสำเร็จที่สูงอยู่เช่นนั้น อีกทั้งยังได้สำรวจบริษัทอื่น ๆ จากหลากหลายอุตสาหกรรมและธุรกิจบริการ ที่ได้นำหลักการของ Toyota ไปประยุกต์ใช้อย่างมีประสิทธิผล
              “ระบบการผลิตแบบโตโยต้า” คือ แนวทางอันเป็นเอกลักษณ์ของ Toyota ที่ใช้ในการผลิต แนวทางดังกล่าวเป็นพื้นฐานสำหรับความพยายามเกี่ยวกับ “การผลิตแบบลีน” ซึ่งมีอิทธิพลต่อแนวโน้มด้านการผลิต (ควบคู่ไปกับ Six Sigma) ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าอิทธิพลของความพยายามปรับเปลี่ยนของการผลิตแบบลีนจะมีมาก Liker หวังที่จะแสดงให้เห็นในหนังสือเล่มนี้ว่า ความพยายามส่วนใหญ่ในการนำการผลิตแบบลีนไปใช้ปฏิบัตินั้นยังมีลักษณะผิวเผิน เหตุผลคือบริษัทส่วนใหญ่นั้นได้ให้ความสำคัญไปยังเครื่องมือ (Tools) ต่าง ๆ มากจนเกินไป ตัวอย่าง เช่น 5ส และ ระบบผลิตแบบทันเวลาพอดี (JIT) โดยปราศจากความเข้าใจในการผลิตแบบลีนในลักษณะทั้งระบบ ซึ่งจะต้องมีการซึมซับวัฒนธรรมขององค์กรเข้าไป ในบริษัทส่วนใหญ่ที่มีการนำการผลิตแบบลีนไปใช้ปฏิบัติ คณะผู้บริหารระดับสูงนั้นไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในรูปแบบวันต่อวัน และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบการผลิตแบบลีน ในขณะที่แนวทางของ Toyota ไม่ใช่อย่างนั้น แต่แตกต่างเป็นอย่างมาก
          Toyota พัฒนาระบบการผลิตแบบโตโยต้าหลังจากสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ Toyota ได้ประสบกับสภาวะทางธุรกิจที่แตกต่างเป็นอย่างมากจาก Ford และ GM ในขณะที่ Ford และ GM ดำเนินการผลิตแบบครั้งละมาก ๆ (Mass Production) เพื่อที่ให้เกิดความคุ้มค่าจากจำนวนผลิต (Economy of Scale) และเครื่องมือในการผลิตก็มีขนาดใหญ่ เพื่อผลิตชิ้นส่วนให้มากที่สุดและถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ตลาดของ Toyota ในญี่ปุ่นภายหลังสงครามนั้น มีขนาดเล็ก Toyota ยังต้องสร้างความหลากหลายของยานยนต์บนสายการประกอบเดียวกัน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ดังนั้นกุญแจสำคัญสำหรับการปฏิบัติการคือ "ความยืดหยุ่น" สิ่งนี้ได้ช่วยให้Toyota เกิดการค้นพบที่สำคัญยิ่ง กล่าวคือ เมื่อคุณทำให้เวลานำ (Lead Time) สั้นลง และให้ความสำคัญกับการดำเนินการให้สายการผลิตนั้นยืดหยุ่น จะทำให้ได้คุณภาพที่สูงขึ้น ได้รับการตอบสนองสู่ลูกค้าที่ดีขึ้น ผลิตภาพดีขึ้น และมีการใช้งานอุปกรณ์และพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่การผลิตแบบครั้งละมาก ๆ แบบดั้งเดิมของ Ford นั้นอาจจะดูดี เมื่อวัดต้นทุนต่อชิ้นสำหรับเครื่องจักรแต่ละเครื่อง แต่สิ่งที่ลูกค้าต้องการมากกว่า คือ ทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่แค่ต้นทุนที่มีประสิทธิผลของการผลิตแบบดั้งเดิม สิ่งที่ Toyota มุ่งเน้นในช่วงทศวรรษที่ 40 และ 50 ในการกำจัดความสูญเปล่าของเวลาและวัตถุดิบจากทุก ๆ ขั้นตอนของกระบวนการผลิต (จากวัตถุดิบจนถึงสินค้าสำเร็จรูป) ได้รับการออกแบบให้เน้นไปยังสภาวะเดียวกันกับที่บริษัทส่วนใหญ่ประสบอยู่ทุกวันนี้ กล่าวคือ ความต้องการด้านความรวดเร็ว กระบวนการผลิตที่ยืดหยุ่น ซึ่งให้ผลในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ในเวลาที่ลูกค้าต้องการ ที่คุณภาพสูงสุด และมีต้นทุนที่เหมาะสม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น