กรณีศึกษาที่ได้นำระบบการจัดการคุณภาพ
6 sigma มาใช้จนประสบความสำเร็จ
วิถีแห่ง โตโยต้า และระบบการผลิตแบบ
โตโยต้า (วิธีการผลิตตามแบบของ Toyota) นั้น
เปรียบเสมือนเป็นขดเกลียวคู่พันธุกรรมหรือ DNAของ Toyota กล่าวคือ มีการกำหนดรูปแบบในการจัดการและสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของบริษัท
ในหนังสือเล่มนี้ Liker หวังจะอธิบายและแสดงให้เห็นถึงวิธีการที่รูปแบบแห่งความสำเร็จของ Toyota สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในองค์กรใด ๆ เพื่อปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจ
จากการขาย สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด ลอจิสติกส์ และการจัดการ
เพื่อสนับสนุนให้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้น Liker ได้นำเสนอตัวอย่างจำนวนมากเกี่ยวกับสิ่งที่ Toyota ได้ดำเนินการเพื่อรักษาระดับความสำเร็จที่สูงอยู่เช่นนั้น
อีกทั้งยังได้สำรวจบริษัทอื่น ๆ จากหลากหลายอุตสาหกรรมและธุรกิจบริการ ที่ได้นำหลักการของ Toyota ไปประยุกต์ใช้อย่างมีประสิทธิผล
“ระบบการผลิตแบบโตโยต้า” คือ
แนวทางอันเป็นเอกลักษณ์ของ Toyota ที่ใช้ในการผลิต
แนวทางดังกล่าวเป็นพื้นฐานสำหรับความพยายามเกี่ยวกับ “การผลิตแบบลีน” ซึ่งมีอิทธิพลต่อแนวโน้มด้านการผลิต (ควบคู่ไปกับ Six Sigma) ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา
ถึงแม้ว่าอิทธิพลของความพยายามปรับเปลี่ยนของการผลิตแบบลีนจะมีมาก Liker หวังที่จะแสดงให้เห็นในหนังสือเล่มนี้ว่า
ความพยายามส่วนใหญ่ในการนำการผลิตแบบลีนไปใช้ปฏิบัตินั้นยังมีลักษณะผิวเผิน
เหตุผลคือบริษัทส่วนใหญ่นั้นได้ให้ความสำคัญไปยังเครื่องมือ (Tools) ต่าง ๆ มากจนเกินไป ตัวอย่าง เช่น 5ส และ ระบบผลิตแบบทันเวลาพอดี (JIT) โดยปราศจากความเข้าใจในการผลิตแบบลีนในลักษณะทั้งระบบ ซึ่งจะต้องมีการซึมซับวัฒนธรรมขององค์กรเข้าไป
ในบริษัทส่วนใหญ่ที่มีการนำการผลิตแบบลีนไปใช้ปฏิบัติ คณะผู้บริหารระดับสูงนั้นไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในรูปแบบวันต่อวัน
และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบการผลิตแบบลีน
ในขณะที่แนวทางของ Toyota ไม่ใช่อย่างนั้น
แต่แตกต่างเป็นอย่างมาก
Toyota พัฒนาระบบการผลิตแบบโตโยต้าหลังจากสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ Toyota ได้ประสบกับสภาวะทางธุรกิจที่แตกต่างเป็นอย่างมากจาก Ford และ GM ในขณะที่ Ford และ GM ดำเนินการผลิตแบบครั้งละมาก ๆ (Mass
Production) เพื่อที่ให้เกิดความคุ้มค่าจากจำนวนผลิต (Economy
of Scale) และเครื่องมือในการผลิตก็มีขนาดใหญ่
เพื่อผลิตชิ้นส่วนให้มากที่สุดและถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ตลาดของ Toyota ในญี่ปุ่นภายหลังสงครามนั้น มีขนาดเล็ก Toyota ยังต้องสร้างความหลากหลายของยานยนต์บนสายการประกอบเดียวกัน
เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ดังนั้นกุญแจสำคัญสำหรับการปฏิบัติการคือ "ความยืดหยุ่น" สิ่งนี้ได้ช่วยให้Toyota เกิดการค้นพบที่สำคัญยิ่ง กล่าวคือ เมื่อคุณทำให้เวลานำ (Lead
Time) สั้นลง
และให้ความสำคัญกับการดำเนินการให้สายการผลิตนั้นยืดหยุ่น
จะทำให้ได้คุณภาพที่สูงขึ้น ได้รับการตอบสนองสู่ลูกค้าที่ดีขึ้น ผลิตภาพดีขึ้น
และมีการใช้งานอุปกรณ์และพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในขณะที่การผลิตแบบครั้งละมาก ๆ แบบดั้งเดิมของ Ford นั้นอาจจะดูดี เมื่อวัดต้นทุนต่อชิ้นสำหรับเครื่องจักรแต่ละเครื่อง
แต่สิ่งที่ลูกค้าต้องการมากกว่า คือ ทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่แค่ต้นทุนที่มีประสิทธิผลของการผลิตแบบดั้งเดิม
สิ่งที่ Toyota มุ่งเน้นในช่วงทศวรรษที่ 40 และ 50
ในการกำจัดความสูญเปล่าของเวลาและวัตถุดิบจากทุก ๆ ขั้นตอนของกระบวนการผลิต
(จากวัตถุดิบจนถึงสินค้าสำเร็จรูป)
ได้รับการออกแบบให้เน้นไปยังสภาวะเดียวกันกับที่บริษัทส่วนใหญ่ประสบอยู่ทุกวันนี้
กล่าวคือ ความต้องการด้านความรวดเร็ว กระบวนการผลิตที่ยืดหยุ่น
ซึ่งให้ผลในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ในเวลาที่ลูกค้าต้องการ ที่คุณภาพสูงสุด
และมีต้นทุนที่เหมาะสม

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น